เรื่องเด่น

1. ระบบย่อยอาหารของมนุษย์

การย่อยอาหาร หมายถึง หมายถึง  การทำให้สารอาหารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่กลายเป็นสารอาหารที่มีโมเลกุลเล็กลง  จนกระทั่งแพร่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้ การย่อยอาหารในร่างกายมี 2 วิธี คือ

  1. การย่อยเชิงกล คือการบดเคี้ยวอาหารโดยฟัน เป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดของอาหารทำให้อาหาร
    มีขนาดเล็กลง
  2. การย่อยเชิงเคมี คือการเปลี่ยนแปลงขนาดโมเลกุลของสารอาหารโดยใช้เอนไซม์ที่เกี่ยวข้อง
12ภาพที่ 1.1 อวัยวะในระบบย่อยอาหารของมนุษย์
ที่มาภาพ : http://worldteera.exteen.com/20100714/entry

ทางเดินอาหารและการย่อยอาหารในทางเดินอาหารของมนุษย์ มีลำดับขั้นดังนี้
1.  ปาก ( mouth) มีหน้าที่เป็นทางเข้าของอาหาร เมื่ออาหารเข้าสู่ปาก  จะถูกบดด้วยฟัน  มีลิ้นช่วย
คลุกเคล้าอาหารให้เข้าน้ำลาย ในน้ำลายมีเอนไซม์อะไมเลส (Amylase) หรือไทยาลิน(Ptyalin)
ทำหน้าที่เปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตามอลโทส  ซึ่งเอนไซม์อะไมเลสจะทำงานได้ดีในสภาพที่เป็นเบส
เล็กน้อย

การย่อยในปาก

Capture

ในปากมีต่อมน้ำลายมี 3 คู่ ได้แก่
คู่ที่ 1 ต่อมพาโรติด (Parotid gland) พบได้ที่บริเวณกกหู ผลิตน้ำลาย ชนิดใสชนิดเดียว
คู่ที่ 2 ต่อมใต้ขากรรไกร (Submaxillary gland หรือ Submandibular gland) พบได้ที่บริเวณ
ขากรรไกรล่าง ผลิตน้ำลายทั้งชนิด เหนียวและใส  แต่ชนิดใสจะมากกว่า เป็นต่อมที่สร้างน้ำลายได้
มากที่สุด

คู่ที่ 3 ต่อมใต้ลิ้น (Sublingual gland) ขนาดเล็กที่สุด พบได้ที่บริเวณใต้ลิ้น ผลิตน้ำลายทั้งชนิด
เหนียวและใส แต่ชนิดเหนียวจะมากกว่า

Capture2ภาพที่ 1.2 ต่อมน้ำลาย
ที่มาภาพ : http://www.siamca.com/knowledge-id381.html

2. คอหอย (pharynx)    เป็นทางผ่านของอาหาร ซึ่งไม่มีการย่อยใดๆ ทั้งสิ้น
3. หลอดอาหาร(esophagus) มีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อเรียบ มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อ
ทางเดินอาหาร
เป็นช่วงๆ เรียกว่า “ เพอริสตัสซิส (peristalsis)” เพื่อให้อาหารเคลื่อนที่
ลงสู่กระเพาะอาหาร

Capture12

ภาพที่ 1.3 การเกิดเพอริสตัลซิสในหลอดอาหาร
ที่มาภาพ : http://at-mechanism-live.blogspot.com/2012/08/blog-post_23.html

4.  กระเพาะอาหาร (stomach)  มีการย่อยเชิงกลโดยการบีบตัวของกล้ามเนื้อทางเดินอาหาร
และมี
การย่อยทางเคมีโดยเอนไซม์เพปซิน (Pepsin) ซึ่งจะทำงานได้ดีในสภาพที่เป็นกรด
โดยชั้นในสุดของกระเพาะอาหารจะมีต่อมสร้างน้ำย่อยซึ่งมีเอนไซม์เพปซินและกรดไฮโดรคลอริก
เอนไซม์เพปซินจะย่อยโปรตีน
ให้เป็นเพปไทด์ (Peptide) ในกระเพาะอาหารนี้ยังมีเอนไซม์อยู่อีก
ชนิดหนึ่งชื่อว่า เรนนิน (Renin) ทำหน้าที่ย่อยโปรตีนในน้ำนม ในขณะที่ไม่มีอาหารกระเพาะอาหาร
จะมีขนาด 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร  
แต่เมื่อมีอาหารจะมีการขยายได้อีก 10 – 40 เท่า

5.jpg

ภาพที่ 1.4 กระเพาะอาหาร
ที่มาภาพ : https://toey999.wordpress.com

Capture6

5.  ลำไส้เล็ก(small intestine) เป็นบริเวณที่มีการย่อยและการดูดซึมอาหารมากที่สุด โดยเอนไซม์
ในลำไส้เล็กจะทำงานได้ดีในสภาพที่เป็นเบส ตัวอย่างเอนไซม์ที่ย่อยอาหารในลำไส้เล็ก แบ่งออก
เป็น 2 ประเภท คือ ลำไส้เล็กสร้างเอนไซม์ขึ้นมาเอง ได้แก่ มอลเทส(Moltase) แลกเทส (Lactase)
ซูเครส (Sucrase) 
และลำไส้เล็กได้รับเอนไซม์จากตับอ่อน ได้แก่ ทริปซิน(Trypsin)  และไลเพส (Lipase) เป็นต้น  การย่อยอาหารในลำไส้เล็กเกิดจากการทำงานของอวัยวะ 3 ชนิด คือ ตับ ตับอ่อนและลำไส้เล็ก

Capture10

ภาพที่ 1.5  ลำไส้เล็ก
ที่มาภาพ: http://www.paichaoclinic.com

อวัยวะที่ช่วยในการย่อยอาหารในลำไส้เล็ก

8

                     ภาพที่ 1.6  อวัยวะที่ช่วยในการย่อยอาหารในลำไส้เล็ก
ที่มาภาพ : http://stu.rbru.ac.th/~s5415262039/auchara/B1.html

ตับ(Liver)   ทำหน้าที่สร้างน้ำดี  แล้วส่งไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี  (gall bladder) น้ำดีไม่ใช่เอนไซม์  เพราะไม่ใช่สารประกอบประเภทโปรตีน น้ำดีจะทำหน้าที่ย่อยโมเลกุลของไขมัน แล้วน้ำย่อยจากตับอ่อนจะย่อย
ไขมันได้ดีขึ้น
ตับอ่อน (Pancreas) ทำหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับการผลิตเอนไซม์ไว้ย่อยอาหาร โดยหลั่งน้ำย่อยเข้าไป
ในลำไส้เล็ก นอกจากนี้ตับอ่อนยังสร้างสารโซเดียมไฮโดรเจนคาร์บอเนต (มีสมบัติเป็นเบส) ปล่อยลงสู่ลำไส้เล็ก เพื่อลดความเป็นกรดของอาหาร

ตัวอย่างการย่อยในลำไส้เล็กเกิดขึ้นได้ ดังนี้

Capture111

ลำไส้เล็กนอกจากมีหน้าที่ในการย่อยอาหารแล้วยังมีหน้าที่ในการดูดซึมอาหาร ดังภาพ

9.jpg

ภาพที่ 1.7  โครงสร้างของลำไส้เล็ก
ที่มาภาพ : http://stu.rbru.ac.th/~s5415262039/auchara/B1.html

          อธิบายได้ว่า น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว กรดอะมิโน กรดไขมัน  และกลีเซอรอล รวมทั้งวิตามิน แร่ธาตุ
และน้ำจะถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์บุผนังลำไส้เล็กเข้าสู่หลอดเลือดฝอยและหลอดน้ำเหลือง เพื่อลำเลียง
ไปยังเซลล์ต่าง  ๆ ทั่วร่างกาย

6.  ลำไส้ใหญ่ (large intestine ) ที่ลำไส้ใหญ่ไม่มีการย่อย แต่ทำหน้าที่เก็บกากอาหารและ
ดูดซึมน้ำออกจากกากอาหาร ดังนั้น ถ้าไม่ถ่ายอุจจาระเป็นเวลาหลายวันติดต่อกันจะทำให้เกิด
อาการท้องผูก ถ้าเป็นบ่อย ๆ  จะทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร นอกจากนั้นแล้วภายในลำไส้ใหญ่
ยังมีแบคทีเรียที่ช่วยสังเคราะห์วิตามินบี 12  และวิตามินเค
  

10.jpg

ภาพที่ 1.8  ลำไส้ใหญ่
ที่มาภาพ : http://stu.rbru.ac.th/~s5415262039/auchara/B1.html

 

รวบรวมจาก
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.2554. หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐานวิทยาศาสตร์ 4 . กรุงเทพฯ : องค์การค้าของ สกสค.

พิมพันธ์ เตชะคุปต์ และคณะ . 2560.ชุดกิจกรรมพัฒนาการคิด เสริมสร้างสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน. กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชการ (พว)
http://www.med.cmu.ac.th/dept/vascular/human/lesson/  สืบค้นเมื่อ 17 พฤษภาคม 2560
http://stu.rbru.ac.th/~s5415262039/auchara/B1.html/  สืบค้นเมื่อ 18 พฤษภาคม 2560

 

แบบทดสอบ เรื่องระบบหมุนเวียนเลือด

แบบทดสอบเรื่องระบบหมุนเวียนเลือด จำนวน 20 ข้อ
ให้นักเรียนเข้าทำแบบทดสอบโดยคลิกที่รูปภาพด้านบน
เริ่มได้เลยค่ะ ^_^

16. ความสัมพันธ์ของระบบต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์

16. ความสัมพันธ์ของระบบต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์
                ระบบอวัยวะแต่ละระบบมีโครงสร้างและหน้าที่แตกต่างกันออกไป  ทุกระบบมีความสัมพันธ์กัน
ดังแสดงในตารางที่ 16
ตารางที่ 16  แสดงความสัมพันธ์ของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายมนุษย์

ตารางที่ 16  แสดงความสัมพันธ์ของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายมนุษย์(ต่อ)

รวบรวมจาก
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.2554. หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
วิทยาศาสตร์ 4 . กรุงเทพฯ : องค์การค้าของ สกสค.
ศรีลักษณ์  ผลวัฒนะ เจียมจิต กุลมาลา . 2559. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ ม .2 . กรุงเทพฯ :
บริษัทแมกแอ็ดดูเคชั่น จำกัด.
http://www.eduktc.com/main.php?inc=chap&chid=387 สืบค้นเมื่อ 19 พ.ค. 60
http://www.suwattana.net/mechanism_live/page18.html สืบค้นเมื่อ 19 พ.ค. 60

15. เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อขยายพันธ์และปรับปรุงพันธุ์สัตว์

การสืบพันธุ์ตามธรรมชาติทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถดำรงเผ่าพันธุ์และทวีจำนวนขึ้น ในปัจจุบันประชากรโลกเพิ่มขึ้น ความต้องการอาหารก็เพิ่มมากขึ้นด้วย ไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงมีการนำเทคโนโลยีชีวภาพมาขยายพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์ เพื่อให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น คุณภาพดีขึ้น เช่น เทคโนโลยีการผสมเทียม
การถ่ายฝากตัวอ่อน การโคลน เป็นต้น

15.1   การผสมเทียม
           การผสมเทียมอาศัยหลักการผสมกันของเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้กับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย
โดยไม่ต้องมีการจับคู่ผสมพันธุ์กันตามธรรมชาติ ในการผสมเทียมสัตว์มีทั้งสัตว์ที่มีการปฏิสนธิภายใน
เช่น โค กระบือ  แพะ  โดยมนุษย์เป็นผู้ฉีดเชื้ออสุจิของสัตว์เพศผู้ซึ่งเป็นพ่อพันธุ์ที่แข็งแรง
เข้าไปในอวัยวะสืบพันธุ์เพศเมีย  ในระยะที่กำลังเป็นสัด(ระยะที่ไข่สุก) เซลล์อสุจิจะเข้าไปผสม
กับเซลล์ไข่เกิดการปฏิสนธิ  สัตว์เพศเมียจะตั้งท้องขึ้น  ดังภาพที่  15.1    ส่วนสัตว์ที่มี
การปฏิสนธิภายนอก เช่น ปลาต่าง ๆ ก็สามารถทำได้ เช่นกัน  ดังภาพที่ 15.2

ภาพที่ 15.1 การผสมเทียมในสัตว์ที่มีการปฏิสนธิภายใน
ที่มาภาพ : http://vorawutaq.blogspot.com/2013/08/artificial-insemination.html

ภาพที่ 15.2 การผสมเทียมในสัตว์ที่มีการปฏิสนธิภายนอก
ที่มาภาพ : https://sites.google.com/site/karsubphanthukhxngsatw/home/kar-khyay-phanth-satw

15.2   การถ่ายฝากตัวอ่อน
           การนำตัวอ่อนของสัตว์ที่เกิดจากการผสมเทียมจากพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ที่คัดเลือกไว้แล้ว
แล้วนำตัวอ่อนออกจากมดลูกของแม่พันธุ์สัตว์(ตัวให้) ไปฝากไว้ในมดลูกของสัตว์เพศเมีย
ตัวอื่น (ตัวรับ) หลาย ๆ ตัวอุ้มท้องแทนจนคลอด โดยที่ตัวรับไม่จำเป็นต้องเป็นพันธุ์ดี ก็สามารถ
ได้สัตว์พันธุ์ดีเหมือนพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์   ซึ่งโดยปกติสัตว์พวกโคกระบือ ตัวเมียจะตกไข่ครั้งละ 1 เซลล์
แต่สามารถกระตุ้นให้ตกไข่ครั้งละหลาย ๆ เซลล์ได้ โดยการฉีดฮอร์โมน เมื่อเกิดการผสมกับพ่อพันธุ์
จึงได้เอ็มบริโอหลายตัวในคราวเดียว จากนั้นเก็บเอ็มบริโอจากมดลูกของแม่พันธุ์ก่อนที่จะฝังตัวใน
ผนังมดลูก แล้วไปฉีดเข้าในมดลูกของแม่วัวตัวรับหลาย ๆ ตัว  ดังภาพที่ 15.3 การถ่ายฝากตัวอ่อน
นิยมทำในสัตว์ที่ตกลูกครั้งละ 1 ตัว และระยะเวลาท้องนาน เช่น  โค กระบือ

ภาพที่ 15.3 การถ่ายฝากตัวอ่อน
ที่มาภาพ : https://sites.google.com/site/fonbee22/hnwy-thi-3-thekhnoloyi-chiwphaph/3-5-kar-thay-faktaw-xxn

15.3 การโคลน
         การสร้างสิ่งมีชีวิตใหม่ที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเหมือนกันทุกประการกับต้นแบบ  นำนิวเคลียส
ของเซลล์ร่างกายของสัตว์ชนิดเดียวกัน(เพศใดก็ได้) ที่มีสายพันธุ์ดี  มาใส่ในเซลล์ไข่จากสัตว์เพศเมีย
ซึ่งดูดเอานิวเคลียสออก  แล้วใช้ไฟฟ้ากระตุ้นให้นิวเคลียสและไข่เป็นหนึ่งเดียวกัน  นำไปเพาะเลี้ยง
ให้เจริญเติบโตเป็นเอ็มบริโอ แล้วนำเอ็มบริโอไปถ่ายฝากในมดลูกของสัตว์เพศเมียที่เป็นตัวรับ
จนกระทั่งคลอดออกมาเป็นสัตว์ที่มีลักษณะและพันธุกรรมตามเซลล์ต้นแบบ (เจ้าของนิวเคลียส)
ดังภาพที่ 15.4    นิยมใช้การโคลนในสัตว์พวกหมู โค แพะ แกะ

ภาพที่ 15.4 การโคลนแกะดอลลี่
ที่มาภาพ : http://takanoex.exteen.com/20080928/entry-1/page/969

ภาพที่ 15.5 แกะดอลลี่กับแกะต้นแบบ
ที่มาภาพ : https://sites.google.com/site/biotechnology510/cloning

 

รวบรวมจาก
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.2554. หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
วิทยาศาสตร์ 4 . กรุงเทพฯ : องค์การค้าของ สกสค.
ศรีลักษณ์  ผลวัฒนะ เจียมจิต กุลมาลา . 2559. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ ม .2 . กรุงเทพฯ :
บริษัทแมกแอ็ดดูเคชั่น จำกัด.
http://www.satriwit3.ac.th/files/1110061313273950_14121310105520.ppt  สืบค้นเมื่อ 18 พ.ค. 60
http://www.thaibiotech.info/advantages-of-cloning.php  สืบค้นเมื่อ 18 พ.ค. 60

14. การสืบพันธุ์ของสัตว์

การสืบพันธุ์ของสัตว์แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ และการสืบพันธุ์
แบบไม่อาศัยเพศ
14.1  การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ
           การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เป็นการสืบพันธุ์ที่ต้องมีการรวมกันระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้
(เซลล์อสุจิ) กับเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย (เซลล์ไข่)  ดังนี้

การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศของสัตว์หลายชนิดที่อาศัยอยู่ในน้ำ  เช่น  ปลา  และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ
เช่น กบ มีการปฏิสนธิภายนอก  คือเซลล์อสุจิและเซลล์ไข่  รวมกันภายนอกร่างกายสัตว์เพศเมีย
ส่วนสัตว์ชนิดอื่น ๆ  เช่น นก แมลง  สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ปีก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  รวมทั้งปลา
บางชนิด  มีการปฏิสนธิภายใน โดยเซลล์อสุจิปฏิสนธิกับเซลล์ไข่ภายในร่างกายของสัตว์เพศเมีย
จึงต้องมีวิธีการผสมพันธุ์เพื่อจะให้เซลล์อสุจิเข้าไปในเพศเมีย ดังภาพที่ 14.1

ภาพที่ 14.1 การปฏิสนธิภายนอกของปลาและการปฏิสนธิภายในของสัตว์ปีก
ที่มาภาพ : https://www.majordifferences.com/2017/11/difference-between-

            ภายหลังการปฏิสนธิ  ไซโกตจะเจริญเป็นเอ็มบริโอ  และเจริญต่อไปเป็นตัวเต็มวัย
ซึ่งมีรูปร่างลักษณะคล้ายกับพ่อและแม่  แต่สัตว์บางชนิด เช่น พวกแมลง จะมีการเปลี่ยนแปลง
รูปร่างระหว่างการเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย  การเปลี่ยนแปลงรูปร่างระหว่างเจริญเติบโตของสัตว์
มีดังนี้
            1)  พวกที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง   เป็นพวกที่เมื่อตัวอ่อนฟักออกจากไข่แล้ว
จะมีรูปร่างเหมือนตัวเต็มวัยทุกประการ เพียงแต่ขนาดเล็กกว่า ดังภาพที่ 14.2  เช่น  แมลงหางดีด
ตัวสองง่าม และตัวสามง่าม เป็นต้น

ภาพที่ 14.2  วงจรชีวิตของแมลงที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างระหว่างเจริญเติบโต
ที่มาภาพ : http://www.thaigoodview.com/node/

              2)  พวกที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างทีละน้อย  คือตัวอ่อนที่ฟักออกจากไข่มีลักษณะ
คล้ายตัวเต็มวัย แต่ยังมีอวัยวะบางอย่างไม่ครบ เช่น ไม่มีปีก เมื่อมีการลอกคราบตัวอ่อนจึงจะมีปีก
และจะเจริญเติบโตต่อไปเรื่อยๆ จนมีลักษณะเหมือนตัวเต็มวัย ดังภาพที่ 14.3 แมลงพวกนี้ ได้แก่
ตั๊กแตน จิ้งหรีด  เรือด  มวนต่าง  ๆ  เป็นต้น

ภาพที่ 14.3  วงจรชีวิตของแมลงที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างทีละน้อย
ที่มาภาพ : http://50221364145.exteen.com/page-3

             3) พวกที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างแต่ไม่สมบูรณ์แบบ  หรือไม่ครบขั้น  แมลงพวกนี้
ตอนเป็นตัวอ่อนอาศัยอยู่ในน้ำ  ต่อเมื่อเป็นตัวเต็มวัยจึงเปลี่ยนมาอยู่บนบก ดังนั้นตัวอ่อนของแมลง
พวกนี้จึงมีอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการหายใจและการเคลื่อนไหวเหมาะกับที่จะอยู่ในน้ำ แต่มีลักษณะ
ภายนอก เช่น ลำตัวและขาเหมือนตัวเต็มวัย ตัวอย่างของแมลงจำพวกนี้ ได้แก่ แมลงปอ ชีปะขาว
เป็นต้น

ภาพที่ 14.4  วงจรชีวิตของแมลงที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบไม่สมบูรณ์
ที่มาภาพ : http://www.dnp.go.th/foremic/nforemic/technical_term/link/

            4) พวกที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างสมบูรณ์แบบ  หรือครบขั้น  ได้แก่ แมลงที่เจริญ
จากไข่เป็นตัวหนอน   จากหนอนเป็นดักแด้และจากดักแด้เป็นตัวเต็มวัย ซึ่งในแต่ละขั้นของการ
เจริญเติบโตจะมีรูปร่างลักษณะไม่เหมือนกันเลย  แมลงจำพวกนี้ ได้แก่ ยุง ผีเสื้อ ด้วงต่างๆ ผึ้ง
เป็นต้น

ภาพที่ 14.5  วงจรชีวิตของแมลงที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างแบบครบขั้น
ที่มาภาพ : https://sites.google.com/site/bannakwithnoi/bth-thi-2

14.1 การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
              การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เป็นการสืบพันธุ์ที่ไม่ต้องมีการรวมกันของเซลล์สืบพันธุ์
เพศผู้และเซลล์สืบพันธุ์เพศเมีย ส่วนใหญ่จะพบในสัตว์ชั้นต่ำ  วิธีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
แบ่งได้ดังนี้
             1) การแบ่งออกเป็น 2 ส่วน เท่า ๆ กัน พบมากในสัตว์เซลล์เดียว เช่น อะมีบา
พารามีเซียม  ยูกลีนา  การสืบพันธุ์แบบนี้จะเกิดขึ้นโดยนิวเคลียสของเซลล์แบ่งตัวก่อน
แล้วไซโทพลาซึมจะแบ่งตาม ได้เป็น 2 เซลล์ แต่ละเซลล์จะเหมือนเซลล์เดิมทุกประการ
ดังภาพที่ 14.6

ภาพที่ 14.6 การแบ่งเซลล์ออกเป็น 2 ส่วนของสัตว์เซลล์เดียวบางชนิด
ที่มาภาพ : http://watchawan.blogspot.com/2010/05/blog-

           2) การแตกหน่อ เป็นการสืบพันธุ์ที่ตัวเต็มวัยจะมีการสร้างเนื้อเยื่อข้างลำตัวงอกออกมา
แล้วเจริญเป็นตัวเล็ก ๆ และมีอวัยวะบางอย่างเหมือนตัวแม่ ซึ่งต่อมาจะหลุดออกเจริญเป็นตัวใหม่
ไปอยู่อิสระตามลำพัง ดังภาพที่ 14.7 เช่น ไฮดรา ยีสต์ ฟองน้ำ เป็นต้น

ภาพที่ 14.7 การแตกหน่อของไฮดรา
ที่มาภาพ : http://nokkrajab.blogspot.com/2009/08/blog-

            3) การงอกใหม่ เป็นการสร้างส่วนของร่างกายที่ขาดหายไปให้เท่ากับของเดิม
การงอกใหม่นี้  จะทำให้มีจำนวนสิ่งมีชีวิตเพิ่มขึ้นจากจำนวนเดิม ดังภาพที่ 14.8  เช่น
พลานาเรีย ปลิง ดาวทะเล

ภาพที่ 14.8 การงอกใหม่ของดาวทะเลและพลานาเรีย
ที่มาภาพ : http://nokkrajab.blogspot.com/2009/08/blog-

 

รวบรวมจาก
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.2553. หนังสือเรียนรายวิชาเพิ่มเติม ชีววิทยา เล่ม 1 .
กรุงเทพฯ : องค์การค้าของ สกสค.
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.2554. หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
วิทยาศาสตร์ 4 . กรุงเทพฯ : องค์การค้าของ สกสค.
ศรีลักษณ์  ผลวัฒนะ เจียมจิต กุลมาลา . 2559. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ ม .2 . กรุงเทพฯ :
บริษัทแมกแอ็ดดูเคชั่น จำกัด.
https://sites.google.com/site/sesiripun/profile-1   สืบค้นเมื่อ 16 พ.ค. 60
http://119.46.166.126/self_all/selfaccess10/m4/biology4_2/lesson1/content1.php
สืบค้นเมื่อ 16 พ.ค. 60

13. ระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์ (2) : การคุมกำเนิดและเทคโนโลยีช่วยให้มีบุตร

13.1  การคุมกำเนิด
          สามีภรรยาบางคู่ยังไม่พร้อมมีบุตร  ส่วนสามีภรรยาบางคู่มีบุตรเพียงพอกับความต้องการแล้ว
จึงต้องมีการคุมกำเนิดเพื่อไม่ให้
มีบุตรอีก ซึ่งการคุมกำเนิด  เป็นวิธีการที่ป้องกันไม่ให้เกิดการ
ตั้งครรภ์ขึ้น  การคุมกำเนิดมีหลายวิธี  ดังนี้
          1)  วิธีธรรมชาติ  วิธีหนึ่งคือการมีเพศสัมพันธ์เฉพาะในช่วงเวลาของรอบเดือนที่เซลล์ไข่
และเซลล์อสุจิไม่มีโอกาสปฏิสนธิ คือระยะเวลา 7 วัน ก่อนมีประจำเดือน และนับจากวันแรกที่มี
ประจำเดือนไปอีก 7 วัน
           2)  การคุมกำเนิดโดยใช้อุปกรณ์  เพศชายใช้ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์อสุจิ
เข้าไปในช่องคลอด  อีกทั้งยังเป็นการป้องกันโรคที่เกิดจากเพศสัมพันธ์  เช่น  โรคหนองใน
โรคซิฟิลิส  และโรคเอดส์  ซึ่งเป็นโรคที่มีอันตรายถึงแก่ชีวิต  ส่วนในเพศหญิงใช้ห่วงคุมกำเนิด
ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ใส่เข้าไปในมดลูก  เป็นการป้องกันไม่ให้เอ็มบริโอไปฝังตัวที่ผนังมดลูก
          3)  การคุมกำเนิดโดยใช้สารเคมี เช่น ยาคุมกำเนิด โดยการรับประทาน ฉีดหรือ
ฝังใต้ผิวหนัง  ยาคุมกำเนิดนี้มีส่วนประกอบของฮอร์โมนเพศหญิง ที่จะยับยั้งไม่ให้มีการตกไข่
หรือทำให้สภาพของผนังมดลูกไม่เหมาะสมสำหรับการฝังตัวของเอ็มบริโอ
          4)  การผ่าตัดทำหมัน  เป็นการคุมกำเนิดที่ได้ผลดีที่สุด  ในเพศชายแพทย์จะทำโดย
ผูกและตัดหลอดนำอสุจิให้แยกจากกันเพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์อสุจิเข้าไปผสมกับเซลล์ไข่
สำหรับการทำหมันในเพศหญิง แพทย์จะผูกและตัดท่อนำไข่ แต่ละข้างเพื่อป้องกันไม่ให้
เซลล์ไข่เคลื่อนไปตามท่อนำไข่เซลล์อสุจิ  จึงไม่สามารถผสมกับเซลล์ไข่ได้ ดังภาพที่ 13.1

ภาพที่ 13.1
ก. การผูกและตัดท่อนำอสุจิในการทำหมันชาย
ข. การผูกและตัดท่อนำไข่ในการทำหมันหญิง
ที่มาภาพ : หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม. 2 หน้า 52

13.2   เทคโนโลยีที่ช่วยให้มีบุตร
           สามีภรรยาบางคู่ประสบปัญหาการมีบุตรยาก จึงต้องใช้ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์

การแพทย์ช่วยให้มีบุตร ปัจจุบันมีเทคโนโลยีทางการแพทย์หลายอย่างที่ช่วยแก้ปัญหาการ
มีบุตรยาก ได้แก่
            1)  การทำกิฟท์ ( GIFT , Gamete  Intra – FaIIopian Transfer ) คือ การนำเอาไข่
และตัวอสุจิไปใส่ไว้ที่ท่อนำไข่เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิหรือรวมตัวกันตามธรรมชาติ หลังจากนั้นหากไข่
และอสุจิสามารถปฏิสนธิกันได้ก็จะมีการเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนและเดินทางมาฝังตัวในโพรงมดลูก
และเกิดเป็นการตั้งครรภ์ในที่สุด  ดังภาพที่ 13.2

ภาพที่ 13.2 การทำกิฟท์
ที่มาภาพ : http://www.jetanin.com/th/service/archive_detail/2

          2) การปฏิสนธิในหลอดแก้ว (IVF, in vitro fertilization)  เป็นเทคโนโลยีที่ช่วย
แก้ปัญหาการมีบุตรยากในกรณีที่การปฏิสนธิภายในท่อนำไข่เกิดขึ้นได้ยาก เช่น กรณีท่อนำไข่ตีบตัน
ทำให้เซลล์อสุจิไม่สามารถเข้าผสมกับเซลล์ไข่ได้   จึงต้องนำเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิออกมาผสมกัน
ภายในหลอดทดลอง โดยการใช้ฮอร์โมนกระตุ้นให้ไข่สุกและเกิดการตกไข่ แล้วดูดเซลล์ไข่ออกมา
นำไปผสมกับเซลล์อสุจิในจานแก้วหรือหลอดทดลอง ที่มีอาหารที่เหมาะสมต่อการเจริญของเอ็มบริโอ
จนได้เอ็มบริโอระยะ 4-8 เซลล์  จึงนำเอ็มบริโอใส่กลับเข้าไปในมดลูก เพื่อฝังตัวและเจริญเติบโตต่อไป
ดังภาพที่  13.3

ภาพที่ 13.3 การทำเด็กหลอดแก้ว
ที่มาภาพ : https://lifeivfcenter.com/ivf-treatments/

          3)  การทำซิฟท์ (ZIFT, zygote intrafallopian-tube transfer) คือ การรักษาภาวะ
มีบุตรยากในคู่สมรสที่ไข่และอสุจิไม่สามารถพบกันเองได้ตามธรรมชาติ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก
ท่อนำไข่ทำงานผิดปกติ  มีภาวะเยื่อบุมดลูกเจริญผิดที่   ฝ่ายชายมีจำนวนตัวอสุจิน้อยกว่าปกติ
เป็นวิธีการที่ผสมผสานระหว่างการปฏิสนธิภายในหลอดแก้วและกิฟท์ โดยนำเซลล์ไข่และ
เซลล์อสุจิมาผสมกันภายนอกร่างกายได้เป็นไซโกต จากนั้นจึงนำไซโกตใส่คืนเข้าสู่ท่อนำไข่
ซึ่งไซโกต จะมีการแบ่งตัวและเจริญเป็นตัวอ่อนในท่อนำไข่และเคลื่อนที่ไปฝังตัวที่มดลูกต่อไป
ดังภาพที่ 13.4

ภาพที่ 13.4 การทำซิฟท์
ที่มาภาพ : http://www.jetanin.com/th/service/archive_detail/22

          4) อิ๊กซี่ (ICSI, intracytoplasmic sperm injection) เป็นเทคโนโลยีที่ใช้แก้ปัญหา
ภาวะมีบุตรยากที่มีสาเหตุจากผู้ชาย เช่น กรณีจำนวนอสุจิน้อย การเคลื่อนที่ของอสุจิไม่ดี
รูปร่างของอสุจิผิดปกติ เป็นต้น ส่งผลให้การรวมระหว่างเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิเกิดขึ้นยาก
ขั้นตอนของอิ๊กซี่คล้ายกับการปฏิสนธิภายในหลอดแก้ว ต่างกันตรงที่การปฏิสนธิในหลอดแก้วนั้น
การรวมระหว่างเซลล์อสุจิและเซลล์ไข่เกิดขึ้นเอง ส่วนอิ๊กซี่นั้นเป็นการฉีดเซลล์อสุจิเข้าไป
ในไซโทพลาซึมของเซลล์ไข่โดยตรง  จากนั้นจึงนำตัวอ่อนเข้าสู่มดลูกเพื่อให้เจริญเติบโตต่อไป
ดังภาพที่ 13.5

ภาพที่ 13.5 การทำอิ๊กซี่
ที่มาภาพ : http://www.sfc.co.th/icsi

รวบรวมจาก
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.2554. หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
วิทยาศาสตร์ 4 . กรุงเทพฯ : องค์การค้าของ สกสค.
ศรีลักษณ์  ผลวัฒนะ เจียมจิต กุลมาลา . 2559. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ ม .2 . กรุงเทพฯ :
บริษัทแมกแอ็ดดูเคชั่น จำกัด.
http://www.jetanin.com/th/service/technology_detail/ สืบค้นเมื่อ 15 พ.ค. 60
http://119.46.166.126/self_all/selfaccess8/m2/559/lesson1/web/lesson2_6.php
สืบค้นเมื่อ 15 พ.ค. 60

12. ระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์

การสืบพันธุ์เป็นสมบัติหนึ่งของสิ่งมีชีวิต ที่ทำให้สิ่งมีชีวิตมีการดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ได้   โดยไม่สูญพันธุ์ มนุษย์และสัตว์ส่วนใหญ่มีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยระบบสืบพันธุ์เพศชายและเพศหญิงจะมีอวัยวะในระบบสืบพันธุ์ที่ทำหน้าที่เฉพาะ ดังนี้

12.1 ระบบสืบพันธุ์เพศชาย
          ระบบสืบพันธุ์เพศชายประกอบด้วยอวัยวะที่สำคัญ ได้แก่ อัณฑะและอวัยวะอื่น ๆ เช่น หลอดเก็บอสุจิ
หลอดนำอสุจิ ท่อปัสสาวะ รวมถึงต่อมต่าง ๆ เช่น ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ ต่อมลูกหมาก และต่อมคาวเปอร์
ดังภาพที่ 12.1

ระบบสืบพันธุ์เพศชาย

ภาพที่  12.1 อวัยวะและหน้าที่ของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศชาย
ที่มาภาพ : https://sites.google.com/site/bio411rnd/the-team

เซลล์อสุจิจะมีส่วนประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนหัว ส่วนตัว และส่วนหาง ดังภาพที่ 12.2

ภาพที่ 12.2 ส่วนประกอบของอสุจิ
ที่มาภาพ : http://www.krusarawut.net/wp/?p=

ขั้นตอนในการสร้างเซลล์อสุจิและการหลั่งน้ำอสุจิ มีดังนี้
             เซลล์อสุจิถูกสร้างขึ้นในหลอดสร้างอสุจิซึ่งอยู่ภายในอัณฑะ เซลล์อสุจิจะเคลื่อนที่จากอัณฑะมาเก็บในหลอดเก็บอสุจิซึ่งเป็นแหล่งให้อสุจิเติบโตเต็มที่ เมื่อมีการหลั่งอสุจิเซลล์อสุจิจะถูกลำเลียงมาตามหลอดนำอสุจิมายังท่อปัสสาวะ  ก่อนที่เซลล์อสุจิจะเข้าสู่ท่อปัสสาวะต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิจะหลั่งของเหลวที่มีอาหารสำหรับเซลล์อสุจิ ต่อมลูกหมากหลั่งของเหลวที่เป็นเบสอ่อน ๆ เพื่อลดความเป็นกรดในช่องคลอด ต่อมคาวเปอร์หลั่งของเหลวสำหรับหล่อลื่นท่อปัสสาวะ เซลล์อสุจิและของเหลวจากต่อมต่าง ๆ  รวมกัน เรียกว่า น้ำอสุจิ
โดยปกติเพศชายจะเริ่มสร้างเซลล์อสุจิได้เมื่ออายุประมาณ 12 – 13 ปี และจะสร้างไปจนตลอดชีวิต
ส่วนการหลั่งน้ำอสุจิในแต่ละครั้งจะมีของเหลวออกมาเฉลี่ยประมาณ 3 – 4 ลูกบาศก์เซนติเมตรและมีเซลล์อสุจิเฉลี่ยประมาณ350 – 500 ล้านตัว สำหรับชายที่เป็นหมันจะมีเซลล์อสุจิน้อยกว่า 30 – 50 ล้านตัวต่อลูกบาศก์เซนติเมตรหรือมีเซลล์อสุจิที่ผิดปกติมากกว่าร้อยละ 25 เซลล์   อสุจิมีชีวิตอยู่นอกร่างกายได้ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่จะมีชีวิตอยู่ในมดลูกของเพศหญิงได้นานประมาณ 24 – 48 ชั่วโมง

12.2  ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง
          ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ประกอบด้วยอวัยวะที่สำคัญ ได้แก่ รังไข่ และอวัยวะอื่น ๆ  คือ มดลูก ท่อนำไข่
และช่องคลอด  ดังภาพที่ 12.3

ภาพที่  12.3 อวัยวะและหน้าที่ของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง
ที่มาภาพ : http://www.krusarawut.net/wp/?p=3085

 

 

ภาพที่ 12.4 การเคลื่อนที่ของเซลล์ไข่และการเปลี่ยนแปลงผนังมดลูก
ที่มา :   สสวท.(2554). หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ม.2 เล่ม 4

          ผู้หญิงเริ่มมีประจำเดือนเมื่ออายุประมาณ 10 – 13 ปี จนกระทั่งหยุดเมื่ออายุประมาณ 40 – 50 ปี
การมีประจำเดือนแต่ละครั้งห่างกัน 21 – 35 วัน หรือ 28 วันโดยเฉลี่ย หรือหนึ่งรอบเดือน
โดยการตกไข่จะเกิดขึ้นกึ่งกลางรอบเดือน ซึ่งการตกไข่จะถูกควบคุมโดยฮอร์โมนเพศหญิง

12.3 การตั้งครรภ์และการคลอด
         เมื่อมีการหลั่งน้ำอสุจิเข้าสู่ช่องคลอดของเพศหญิง เซลล์อสุจินับล้านตัวจะเคลื่อนที่เข้าไปในมดลูก
โดยจะมีเซลล์อสุจิเพียง 1 เซลล์เท่านั้นที่จะเข้าไปปฏิสนธิกับเซลล์ไข่บริเวณท่อนำไข่ โดยนิวเคลียสของเซลล์อสุจิจะรวมตัวกับนิวเคลียสของเซลล์ไข่ เกิดเป็นไซโกต หลังจากนั้นไซโกตจะมีการแบ่งเซลล์จาก
1 เซลล์เป็น 2 เซลล์ จาก 2 เซลล์เป็น 4 เซลล์ และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นทวีคูณ  จนกลายเป็นเอ็มบริโอ แล้วเอ็มบริโอจะมีการเปลี่ยนแปลงต่อไปเรื่อย ๆ  ขณะเคลื่อนที่ไปตามท่อนำไข่  เพื่อไปฝังตัวในผนังมดลูก
ดังภาพที่ 12.5

ภาพที่ 12.5 การเคลื่อนที่ของเซลล์ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิ แล้วไปฝังตัวที่ผนังมดลูก
ที่มาภาพ :  http://www.pw.ac.th/bodysystem/rep/page/p3.html

          เอ็มบริโอจะได้รับอาหาร แก๊สออกซิเจน แอนติบอดีจากแม่ผ่านทางหลอดเลือดฝอยของแม่และ
ของเสียต่าง ๆ  จะแพร่เข้าหลอดเลือดฝอยของแม่โดยผ่านทางรก และกำจัดออกจากร่างกายต่อไป ดังภาพที่ 12.6

ภาพที่ 12.6 การแลกเปลี่ยนอาหาร อากาศและของเสียจากทารกในครรภ์
ที่มาภาพ :  http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/hormone/chapter5/placental.htm

ภาพที่ 12.7 การเจริญเติบโตของเอ็มบริโอจนกระทั่งคลอด
ที่มาภาพ : http://119.46.166.126/self_all/selfaccess8/m2/559/lesson1/web/lesson2_6.

          มนุษย์มีระยะเวลาตั้งครรภ์นานประมาณ 280  วัน  หรือ  40 สัปดาห์ นับจากวันแรกของการมี
ประจำเดือนครั้งสุดท้าย  เมื่อถึงกำหนดคลอดจะมีฮอร์โมนที่สร้างจากต่อมใต้สมองกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัวอย่างแรงและถี่ขึ้น  และมีการหดตัวของกล้ามเนื้อหน้าท้องทำให้ทารกผ่านออกมาทางช่องคลอด
ในการปฏิสนธิที่เกิดขึ้นโดยปกติ  พบว่าเซลล์อสุจิ  1  เซลล์จะผสมกับเซลล์ไข่ 1 เซลล์  เกิดเป็นทารก 1 คนแต่บางครั้งในขณะที่ ไซโกตกำลังแบ่งเซลล์จาก 1 เซลล์ เป็น  2 เซลล์นั้น  เซลล์อาจแยกขาดจากกัน  แล้วต่างเจริญเป็นเติบโตเอ็มบริโอภายในมดลูกได้  เมื่อคลอดออกมาจะได้ทารก 2 คน ที่มีเพศเดียวกัน
และมีลักษณะเหมือนกันเกือบทุกอย่าง  แฝดประเภทนี้  เรียกว่า  แฝดร่วมไข่  แต่หากเกิดการตกไข่
พร้อมกัน  2 เซลล์ หรือมากกว่าในเวลาเดียวกัน เซลล์ไข่แต่ละเซลล์ปฏิสนธิในเวลาใกล้เคียงกัน และต่างเจริญเป็นเอ็มบริโออยู่ในมดลูก  โดยมีรกแยกกัน  แฝดประเภทนี้เรียกว่า แฝดต่างไข่ แฝดต่างไข่อาจเป็น
เพศเดียวกันหรือต่างเพศกันก็ได้  ดังภาพที่ 12.8

 

ภาพที่ 12.8 การเกิดแฝดร่วมไข่และแฝดต่างไข่
ที่มาภาพ : ที่มา: หนังสือเรียน รายวิชาวิทยาศาสตร์ ม.2 หน้า 52

วีดิทัศน์เพิ่มเติมประสบการณ์  

วีดิทัศน์ที่ 12.1 การตกไข่ (Ovulation)
ที่มาวีดิทัศน์ : https://www.youtube.com/watch?v=mcP9fkXkL80

 

วีดิทัศน์ที่ 12.2 การปฏิสนธิ
ที่มาวีดิทัศน์ : https://www.youtube.com/watch?v=mcP9fkXkL80

วีดิทัศน์ที่ 12.3 กำเนิดมนุษย์
ที่มาวีดิทัศน์ : https://www.youtube.com/watch?v=ogachB3c0S4

รวบรวมจาก
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.2554. หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
วิทยาศาสตร์ 4 . กรุงเทพฯ : องค์การค้าของ สกสค.
พิมพันธ์ เตชะคุปต์ และคณะ . 2560.ชุดกิจกรรมพัฒนาการคิด เสริมสร้างสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะ
อันพึงประสงค์ของผู้เรียน. กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชการ (พว)
ศรีลักษณ์  ผลวัฒนะ เจียมจิต กุลมาลา . 2559. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ ม .2 . กรุงเทพฯ :
บริษัทแมกแอ็ดดูเคชั่น จำกัด.

11. สารเสพติดกับการป้องกัน

11. สารเสพติดกับการป้องกัน

ภาพที่ 11.1 สารเสพติดประเภทต่าง ๆ
ที่มาภาพ : http://photalenfe.blogspot.com/2016/04/7.html

           สารเสพติดเมื่อเสพเข้าสู่ร่างกายจะมีผลต่อระบบประสาทโดยการยับยั้งหรือกระตุ้นการทำงานระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งมีผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจ สารเสพติดสามารถแบ่งได้ตามการออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ได้เป็น  4 ประเภท ได้แก่

  1. สารเสพติดประเภทกดประสาท คือ สิ่งเสพติดที่เมื่อเสพเข้าไปแล้วจะไปกดประสาท ส่วนต่าง ๆ   ของร่างกาย ทำให้เกิดอาการมึนงงชาต่อสมอง  ทำให้ประสาทที่ควบคุมส่วนต่างๆของร่างกาย
    บางส่วนหยุดทำงาน หมดความเป็นตัวของตัวเองไปชั่วขณะ สิ่งเสพติดที่จัดอยู่ในประเภทนี้
    ได้แก่ ฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน  สารระเหย  และยากล่อมประสาท  รวมทั้งเหล้าก็จัดอยู่ในสิ่งเสพติดประเภทนี้ด้วย
  2. สารเสพติดประเภทกระตุ้นประสาท คือ สิ่งเสพติดที่เมื่อเสพเข้าไปแล้วจะไปออกฤทธิ์
    กระตุ้นประสาทส่วนต่างๆ ของร่างกายให้ทำงานตามฤทธิ์ของยา ซึ่งอาจจะเกินขีดความสามารถ
    ของร่างกาย อาจกลายเป็นคนวิกลจริต ประสาทหลอน หรือหัวใจวายถึงตายได้  สิ่งเสพติด
    ที่จัดอยู่ในประเภทนี้ ได้แก่ แอมเฟตามีน กระท่อม และ โคคาอีน
  3. สารเสพติดประเภทหลอนประสาทประสาท คือ สารเสพติดที่เมื่อเสพเข้าไปแล้วทำให้
    ผู้เสพมีอาการฝันเฟื่อง จิตหลอน เห็นแต่ภาพลวงตา ควบคุมตัวเองไม่ได้ มึนเมาอยู่ในความฝัน
    ทั้งร้ายและดี ประสาทรับความรู้สึกต่าง ๆ จะแปรปรวนไปหมด บางครั้งผู้เสพอาจทำอันตรายแก่ชีวิตตนเองและผู้อื่นได้  สิ่งเสพติดที่จัดอยู่ในประเภทนี้ ได้แก่ แอลเอสดี ดีเอ็มพี และเห็ดขี้ควาย
  4. สารเสพติดประเภทออกฤทธิ์หลายอย่าง คือ สิ่งเสพติดที่ใช้แล้วจะออกฤทธิ์ต่อร่างกาย
    หลายอย่างคือ  ออกฤทธิ์ทั้งกดประสาท และหลอนประสาท ซึ่งทำให้มีอาการหลงผิด
    เกิดความเสื่อมโทรมทั้งสุขภาพทางกายและทางจิต ใช้ไปนานๆ จะทำลายประสาท
    เกิดประสาทหลอน และมีอาการของโรคจิต สิ่งเสพติดที่จัดอยู่ในประเภทนี้ ได้แก่ กัญชา

แนวทางในการป้องกันสารเสพติด

  1. ป้องกันตนเอง ทำได้โดยศึกษาหาความรู้ เพื่อให้รู้เท่าทันโทษพิษภัยของสารเสพติด ไม่ทดลอง
    ใช้สารเสพติดทุกชนิดและปฏิเสธเมื่อถูกชักชวน ระมัดระวังเรื่องการใช้ยา เพราะยาบางชนิดอาจทำ
    ให้เสพติดได้ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เลือกคบเพื่อนดี ที่ชักชวนกันไปในทางสร้างสรรค์
    เมื่อมีปัญหาชีวิต  ควรหาหนทางแก้ไขที่ไม่ข้องเกี่ยวกับสารเสพติด หากแก้ไขไม่ได้ควรปรึกษา
    ผู้ใหญ่

ภาพที่ 11.2 การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชนต่อสังคม
ที่มาภาพ : https://mgronline.com/local/detail/

ภาพที่ 11.3 การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์โดยการเล่นกีฬา
ที่มาภาพ : https://freetime564.wordpress.com/2016/02/04

  1. ป้องกันครอบครัว ทำได้โดย สร้างความรัก ความอบอุ่นและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิก
    ในครอบครัว ปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง ดูแลสมาชิกในครอบครัว ไม่ให้ข้องเกี่ยวกับ
    สารเสพติด
  2. ป้องกันสถานศึกษา ทำได้โดยการจัดป้ายนิเทศในชั้นเรียนและป้ายนิเทศหน้าห้องเรียน
    จัดกิจกรรมเสียงตามสายในโรงเรียน  รณรงค์ต่อต้านสารเสพติดในวันต่อต้านสารเสพติด
    ประชาสัมพันธ์โทษของสารเสพติดในข่าวสารประจำโรงเรียน

ภาพที่ 11.4 การจัดกิจกรรมต่อต้านสารเสพติดในโรงเรียน
ที่มาภาพ : http://dangedrugs.blogspot.com/2015/02/blog-post_11.html

ภาพที่ 11.5 การจัดกิจกรรมเสียงตามสายเตือนพิษภัยของสารเสพติด
ที่มาภาพ : https://data.bopp-obec.info/emis/news/post_11

4. ป้องกันชุมชน ทำได้โดยช่วยชุมชนในการต่อต้านสารเสพติด เมื่อทราบแหล่งเสพ แหล่งค้า
หรือผลิตสารเสพติด ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที

รวบรวมจาก
http://www.kiriwong.ac.th/index.php/2011-06-03-10-24-05/203-2011-07-15-07-45-36
สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2560
http://www.sri.cmu.ac.th/~nsac/All_Page/Knowledge/Behavior_of_Patient.htmสืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2560
http://kanchanapisek.or.th/kp6/sub/book/book.php?book=9&chap=13&page=t9-13-infodetail03.html
สืบค้นเมื่อ 5 พฤษภาคม 2560

10. ระบบประสาทและการแสดงพฤติกรรม

มนุษย์และสัตว์มีการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกร่างกาย โดยการแสดงพฤติกรรม
ต่างๆ  ออกมา  ซึ่งพฤติกรรมที่แสดงออกมานั้นเกิดจากการทำงานของระบบประสาทในการตอบสนอง
ต่อสิ่งแวดล้อม   ระบบประสาทของมนุษย์ประกอบด้วย สมอง ไขสันหลังและเส้นประสาท ดังภาพที่ 10.1

ภาพที่ 10.1 ระบบประสาทของมนุษย์
ที่มาภาพ : http://www.med.cmu.ac.th/dept/vascular/human/lesson/lesson5.php

10.1 ระบบประสาทของมนุษย์

สมอง

ภาพที่ 10.2 ส่วนต่าง ๆ ของสมอง
ที่มาภาพ : https://twitter.com/engineeringbuu/status/758684149427286017

ไขสันหลัง   เป็นเนื้อเยื่อประสาทที่ทอดยาวจากสมองไปภายในโพรงกระดูกสันหลัง กระแสประสาท
จากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายจะผ่านไขสันหลัง มีทั้งกระแสประสาทเข้าและกระแสประสาทออกจาก
สมอง และกระแสประสาทที่เข้าและออกจากไขสันหลังโดยตรง

ภาพที่ 10.3  ไขสันหลัง
ที่มาภาพ : http://www.thaigoodview.com/node/89203

            ภายในสมองและไขสันหลังประกอบด้วยเซลล์ประสาท ดังภาพที่ 10.4 ซึ่งเซลล์ประสาท
ประกอบด้วยโครงสร้างสำคัญ 2 ส่วน ได้แก่ ตัวเซลล์ ซึ่งประกอบด้วยนิวเคลียสและไซโทพลาซึม
และเส้นใยประสาท เป็นส่วนของเซลล์ที่มีลักษณะเป็นแขนงเล็ก ๆ ยื่นออกจากตัวเซลล์ แบ่งออก
เป็น 2 พวก ได้แก่  เดนไดรต์  ทำหน้าที่รับกระแสประสาทเข้าสู่ตัวเซลล์ และแอกซอนทำหน้าที่
นำกระแสประสาทออกจากตัวเซลล์

ภาพที่ 10.4 โครงสร้างของเซลล์ประสาท
ที่มาภาพ : http://www.trueplookpanya.com/knowledge/content/63443/-blo-

เส้นประสาท   เป็นมัดของเส้นใยประสาทหลาย ๆ มัด  รวมกันเป็น เส้นประสาท โดยเส้นประสาท
จะเชื่อมต่อระหว่างอวัยวะต่าง ๆ กับสมองและไขสันหลัง ทำหน้าที่เป็นตัวรับข้อมูลจากสมองและ
ไขสันหลัง  ส่งต่อไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย  หรือรับข้อมูลจากอวัยวะต่าง ๆ แล้วส่งไปยังสมอง
และไขสันหลัง ข้อมูลที่เคลื่อนที่ไปตามเส้นประสาท อยู่ในรูปสัญญาณไฟฟ้า เรียกว่ากระแสประสาท
เส้นประสาทแบ่งออกได้เป็น  2 ประเภท ได้แก่ เส้นประสาทสมอง เป็นเส้นประสาทที่แยกออกจาก
สมองมี 12 คู่ และเส้นประสาทไขสันหลัง เป็นเส้นประสาทที่แยกออกจากไขสันหลังมี 31 คู่

ภาพที่ 10.5 เส้นประสาทสมองและเส้นประสาทไขสันหลัง
ที่มาภาพ : http://decimotenpanm.blogspot.com/2012/12/blog-post.html

            เมื่อมีสิ่งเร้า เช่น แสง เสียง อุณหภูมิ กลิ่น รส  มากระตุ้น อวัยวะรับสัมผัส  จะทำให้มนุษย์
และสัตว์จะแสดงพฤติกรรมต่าง ๆ ออกมา ซึ่งสิ่งเร้าแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. สิ่งเร้าภายนอก (External stimulus) เช่น อุณหภูมิ แสง เสียง สารเคมี ความชื้น กลิ่น
และแรงดึงดูดของโลก ตัวอย่างพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อสิ่งเราภายนอก ได้แก่ เมื่อแสงสว่างจ้า
มนุษย์จะหรี่ตาเพื่อลดปริมาณแสงที่เข้าตา  ในวันที่อากาศร้อนควายจะนอนแช่ในแอ่งน้ำเพื่อระบาย
ความร้อน เป็นต้น
2. สิ่งเร้าภายใน (Internal stimulus) เช่น การเปลี่ยนแปลงสรีระที่เกิดขึ้นในร่างกาย เช่น
ระดับออกซิเจนในเลือด ฮอร์โมน เอนไซม์ ความหิว  ตัวอย่างพฤติกรรมที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายใน
ได้แก่ เมื่อไม่มีอาหารในกระเพาะอาหารเราจะรู้สึกหิวแล้วหาอาหารมารับประทาน พฤติกรรมการจับคู่
ผสมพันธุ์ของสัตว์ เมื่อสัตว์เจริญเติบโตเต็มที่จะสามารถหลั่งฮอร์โมนเพศ  สัตว์จึงเกิดพฤติกรรม
การผสมพันธุ์ เป็นต้น
มนุษย์และสัตว์สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้า เช่น แสง เสียง อุณหภูมิ ความดัน ความหิว ความกระหาย
โดยใช้อวัยวะรับความรู้สึก เช่น นัยย์ตารับแสง หูรับเสียง ผิวหนังรับความดันและอุณหภูมิ  แล้วส่ง
กระแสประสาทไปตามเส้นประสาท เข้าสู่ไขสันหลังหรือสมอง จากนั้นไขสันหลังหรือสมอง
จะส่งคำสั่งไปยับยั้งหรือกระตุ้นการทำงานของต่อมหรืออวัยวะที่เกี่ยวข้องส่งผลให้เกิดพฤติกรรม
ตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้  ดังแผนภาพที่ 10

พฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิดและพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้
1. พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด เป็นพฤติกรรมแบบง่ายๆ และเป็นลักษณะเฉพาะตัวที่ใช้ตอบสนองสิ่งเร้าชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น แสง เสียง สารเคมี ช่วงเวลา หรือการเปลี่ยนแปลงฤดูกาล เป็นต้น การแสดงพฤติกรรมแบบนี้เกิดจากพันธุกรรมเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ และมีแบบแผนที่แน่นอนเฉพาะตัว ดังนั้นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันจะแสดงพฤติกรรมเหมือนกันหมด เช่น การดูดนมของทารก การกระพริบตาเมื่อผงเข้าตา การชักใยของแมงมุม การหนีแสงของไส้เดือน เป็นต้น

ภาพที่ 10.6 การชักใยของแมงมุม

 

 ภาพที่ 10.7 การดูดนมของทารก

2. พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ คือ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้หรือประสบการณ์
เช่น ลูกเป็ดเดินตามแม่เป็ด การเลิกแหงนมองตามเสียงเครื่องบินของสุนัขที่อาศัยอยู่แถวสนามบิน
เด็กเขียนหนังสือ  คนฝึกว่ายน้ำ เป็นต้น

ภาพที่ 10.8 ลูกเป็ดเดินตามแม่เป็ด

ภาพที่ 10.9 เด็กฝึกเขียนตัวหนังสือ

 

รวบรวมจาก
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.2554. หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
วิทยาศาสตร์ 4 . กรุงเทพฯ : องค์การค้าของ สกสค.
พิมพันธ์ เตชะคุปต์ และคณะ . 2560.ชุดกิจกรรมพัฒนาการคิด เสริมสร้างสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะ
อันพึงประสงค์ของผู้เรียน. กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชการ (พว)
ศรีลักษณ์  ผลวัฒนะ เจียมจิต กุลมาลา . 2559. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน วิทยาศาสตร์ ม .2 . กรุงเทพฯ :
บริษัทแมกแอ็ดดูเคชั่น จำกัด.

9. ระบบขับถ่ายของสัตว์บางชนิด

ในเซลล์หรือในร่างกายของสัตว์ต่าง ๆ จะมีปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้เกิดของเสีย
จากกระบวนการเมแทบอลิซึมที่ร่างกายต้องกำจัดออกโดยการขับถ่าย ได้แก่

สัตว์แต่ละชนิดจะมีโครงสร้างในการกำจัดของเสียออกจากร่างกายแตกต่างกัน  ดังนี้

9.1  ไฮดรา

ภาพที่ 9.1 การขับถ่ายของเสียของไฮดรา
ที่มาภาพ : https://sites.google.com/a/satreephuket.ac.th/biology5-2/kar-khab-thay-khxng-

9.พลานาเรีย

ภาพที่ 9.2 โครงสร้างในการขับถ่ายของเสียของพลานาเรีย
ที่มาภาพ : https://sites.google.com/a/satreephuket.ac.th/biology5-2/kar-khab-thay-khxng-

9.3 ไส้เดือนดิน

ภาพที่ 9.3 โครงสร้างในการขับถ่ายของเสียของไส้เดือนดิน
ที่มาภาพ : https://sites.google.com/a/satreephuket.ac.th/biology5-2/kar-khab-thay-khxng-

9.4  แมลง

ภาพที่ 9.4 โครงสร้างในการขับถ่ายของเสียของแมลง
ที่มาภาพ : http://learnforday.blogspot.com/2017/09/

9.5 ปลา

 

ภาพที่ 9.5 โครงสร้างในการขับถ่ายของเสียของปลา
ที่มาภาพ : http://stu.rbru.ac.th/~s5415262039/auchara/E.html

9.6 นก

ภาพที่ 9.6 โครงสร้างในการขับถ่ายของเสียของนก
ที่มาภาพ : http://stu.rbru.ac.th/~s5415262039/auchara/E.html

รวบรวมจาก

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.2554. หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
วิทยาศาสตร์ 4 . กรุงเทพฯ : องค์การค้าของ สกสค.
พิมพันธ์ เตชะคุปต์ และคณะ . 2560.ชุดกิจกรรมพัฒนาการคิด เสริมสร้างสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะ
อันพึงประสงค์ของผู้เรียน. กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว)
https://sites.google.com/a/samakkhi.ac.th/thaithaithai/kar-khab-thay-khxng-satw/nk-laea-satw-leuxy-khlan  สืบค้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2560
http://www.scimath.org/lesson-biology/item/-excretory-system สืบค้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2560

8. ระบบขับถ่ายของมนุษย์

          ระบบการขับถ่าย หมายถึง การนำของเสียจากกระบวนการเมแทบอลิซึม (Metabolism)
ของเซลล์ออกนอกร่างกาย  ซึ่งสามารถกำจัดออกได้หลายทาง เช่น ทางไต ทางผิวหนัง ทางปอด
ทางลำไส้ใหญ่  ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะการกำจัดของเสียทางไตเท่านั้น

การขับถ่ายของเสียทางไต
1.  โครงสร้างไต

           ไตเป็นอวัยวะที่กรองของเสียออกจากเลือด ไตของคนมี 1  คู่  มีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่ว
อยู่ในช่องท้องสองข้างของกระดูกสันหลังระดับเอว ต่อจากไตทั้งสองข้างมีท่อไตทำหน้าที่ลำเลียง
น้ำปัสสาวะจากไตไปเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ  ก่อนจะขับถ่ายออกมานอกร่างกายทางท่อปัสสาวะ
เป็นน้ำปัสสาวะ   โดยไตจะเชื่อมกับหลอดเลือด 2 ชนิด ได้แก่ หลอดเลือดอาร์เทอรี จะนำเลือดออก
จากหัวใจมายังไต  ซึ่งจะลำเลียงสารทั้งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ที่ร่างกายต้องกำจัดออกไป
และหลอดเลือดเวน จะนำเลือดที่ผ่านการกรองจากไตกลับเข้าสู่หัวใจ

ภาพที่  8.1 อวัยวะในระบบขับถ่ายของเสียทางไต
ที่มาภาพ : https://nureeyah0136.wordpress.com/2013/12/19

          เมื่อผ่าไตตามยาวดังภาพที่ 8.2 พบว่า  ไตแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือบริเวณส่วนนอก
เรียกว่า คอร์เทกซ์ และบริเวณส่วนในเรียกว่าเมดัลลา ส่วนปลายของเมดัลลาจะยื่นเข้าไป
จรดกับส่วนที่เป็นโพรงเรียกว่ากรวยไต ซึ่งต่อกับท่อไต

ภาพที่  8.2 โครงสร้างภายในไต
ที่มาภาพ : http://stu.rbru.ac.th/~s5415262039/auchara/E.hl

           ไตแต่ละข้างประกอบด้วย หน่วยไต ประมาณ 1 ล้านหน่วย   แต่ละหน่วยเป็นท่อมีปลาย
ด้านหนึ่งเป็นรูปถ้วยเรียกว่า โบว์แมนส์แคปซูล ล้อมรอบกลุ่มหลอดเลือดฝอยเรียกว่า โกลเมอรูรัส
ผนังหลอดเลือดฝอยจะแนบชิดกับผนังของโบว์แมนส์แคปซูล  ต่อจากโบว์แมนส์แคปซูลจะมีท่อ
ของหน่วยไต  ปลายของท่อหน่วยไต จะเปิดออกที่ท่อรวม  แล้วออกสู่กรวยไต

2.  กระบวนการทำงานของไต   หน่วยไตทำหน้าที่ในการสร้างน้ำปัสสาวะ เริ่มจากเลือด
ซึ่งประกอบด้วยสารต่าง ๆ ได้แก่ เซลล์เม็ดเลือด โปรตีน ไขมัน น้ำ ยูเรีย คลอไรด์ และกลูโคส
ออกจากหัวใจและเข้าสู่ไตทางหลอดเลือดอาร์เทอรี  และไปตามหลอดเลือดที่แตกเป็นแขนงเล็ก ๆ
เข้าสู่โกลเมอรูลัส ซึ่งอยู่ในโบว์แมนส์แคปซูล  ผนังของโกลเมอรูลัสทำหน้าที่กรองสารเข้าสู่
โบว์แมนแคปซูล โดยสารที่ผ่านการกรองเป็นสารขนาดเล็ก ได้แก่  น้ำ ยูเรีย คลอไรด์ และกลูโคส
ส่วนสารขนาดใหญ่จะไม่ผ่านการกรอง ได้แก่  เซลล์เม็ดเลือดแดง โปรตีน ไขมัน สารที่ผ่านการกรอง
จะเคลื่อนต่อมายังท่อหน่วยไต  ซึ่งบริเวณท่อหน่วยไตจะมีการดูดกลับสารที่มีประโยชน์เข้าสู่ร่างกาย
ได้แก่ กลูโคสถูกดูดกลับเข้าสู่เส้นเลือดฝอยทั้งหมด น้ำและคลอไรด์ถูกดูดกลับเพียงบางส่วน ส่วนยูเรีย
เป็นของเสีย  จึงไม่ถูกดูดกลับที่บริเวณนี้  ดังนั้นยูเรีย  น้ำบางส่วนและคลอไรด์บางส่วนจะเคลื่อนเข้าสู่
ท่อรวม กรวยไต ท่อไต  มาสะสมในกระเพาะปัสสาวะ เรียกของเหลวนี้ว่า ปัสสาวะ  ดังแสดงในตารางที่ 8.1

ตารางที่ 8.1  การเปรียบเทียบปริมาณของสารต่าง ๆ ในน้ำเลือดและน้ำปัสสาวะ

ที่มา : หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ 4  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  สสวท.

           ในกรณีที่ไตทำงานผิดปกติ การกรองและลำเลียงสารต่างๆ ที่หน่วยไตอาจบกพร่องไป ทำให้
มีสิ่งแปลกปลอมในปัสสาวะ เช่น โปรตีนบางชนิด กลูโคส หรือแม้กระทั่งเซลล์เม็ดเลือดแดง ดังนั้น
การตรวจหาปริมาณของสารต่าง ๆ ในปัสสาวะจึงเป็นการตรวจสอบเบื้องต้นเกี่ยวกับการทำงานของไต
หากไตทั้ง 2 ข้างไม่ทำงาน  ของเสียต่าง ๆ จะสะสมในร่างกาย  อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยผู้ที่ไต
ทำงานได้เพียงข้างเดียวยังสามารถดำรงชีวิตอย่างเป็นปกติ แต่ผู้ป่วยที่ไตทั้งสองข้างไม่สามารถทำงานได้  แพทย์อาจใช้การฟอกเลือดด้วยไตเทียม ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ทำหน้าที่แทนไต หรืออาจใช้วิธีการผ่าตัด
เปลี่ยนไต  ซึ่งไตที่ใส่ให้ผู้ป่วยนั้นได้รับมาจากผู้อื่น

ภาพที่ 8.3 การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
ที่มาภาพ : http://www.siphhospital.com/th/news/article2/share/72

 

 

รวบรวมจาก

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.2554. หนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน
วิทยาศาสตร์ 4 . กรุงเทพฯ : องค์การค้าของ สกสค.
พิมพันธ์ เตชะคุปต์ และคณะ . 2560.ชุดกิจกรรมพัฒนาการคิด เสริมสร้างสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะ
อันพึงประสงค์ของผู้เรียน. กรุงเทพฯ : สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว)
http://www.siphhospital.com/th/news/article2/share/72  สืบค้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2560
http://www.scimath.org/lesson-biology/item/-excretory-system สืบค้นเมื่อ 10 พฤษภาคม 2560